×
โควิด...หลุมดำเศรษฐกิจโลก
  Posted on 7 months ago
409

ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาตั้งแต่ต้นปี จนกำลังจะก้าวเข้าสู่เดือนที่ 8 ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 12.3 ล้านคน ขณะที่เสียชีวิตไปแล้ว 5.56 แสนราย และมีแนวโน้มว่าตัวเลขจะไม่หยุดอยู่เท่านี้ด้วย 

.

ตัวเลขในหลายประเทศยังคงพุ่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่วันเดียวติดเชื้อกว่า 60,000 ราย ทำให้ประเทศพี่เบิ้มของโลก มียอดผู้ติดเชื้อกว่า 3 ล้านราย ครองอันดับหนึ่งอย่างเหนียวแน่น ขณะที่อีกหลายประเทศ ยังต้องประสบกับปัญหาการระบาดระลอกที่ 2 อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อไม่นิ่ง และมีทีท่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เศรษฐกิจที่คาดว่าจะเริ่มเดินหน้าได้บ้าง จากการคลายล็อกดาวน์ ยังทำได้ไม่เต็มที่

..

หลายวิกฤตที่โลกประสบพบเจอมาในรอบเกือบร้อยปีมานี้นั้น เทียบไม่ได้เลยกับวิฤตครั้งนี้ หากนับวิกฤติใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Grate Depression หรือการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 1930 ที่ตอนนั้นเริ่มต้นจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดฟองสบู่แบบคาดไม่ถึง แถมซ้ำด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่มากจนเกินไป ตามมาด้วยระบบแบงก์พาณิชย์ที่วิกฤต 

.                  

หรือข้ามมาอีกเกือบ 60 ปี กับวิกฤตหนี้ในช่วงทศวรรษ 90 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งในเอเซีย ที่ตอนนั้นต้องบอก ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของวิฤต ที่เริ่มต้นด้วยการโจมตีค่าเงินบาทในปี 1997 ของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ จนเป็นที่มาให้ต้องเปิดเสรีอัตราแลกเปลี่ยในที่สุด รวมไปถึงการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ที่กลายมาเป็นฟองสบู่ของสถาบันการเงิน เป็นเหตุให้ปิด 56 ไฟแนนซ์ในยุคนั้น  

.

จนกระทั่งมาถึงวิกฤติการเงินใหญ่อีกครั้งในปี 2008 ที่รู้จักกันในชือวิกฤตซับไพร์ม หรือ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่เริ่มต้นมาจากภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก จนลามมาถึงการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์ เพราะสถาบันการเงินตอนนั้นมีนโยบายเพิ่มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น คนที่อยากเป็นเจ้าของบ้านก็ซื้อบ้านได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้หลักประกันอะไร สามารถกู้เงินด้วยสินเชื่อ Subprime Mortgages 

และวิกฤตคราวนั้นนำไปสู่การล้มละลายของสถาบันการเงินชื่อดังอย่าง เลห์มัน บราเธอร์ส และ AIG โดยมีต้นตอทั้งหมดมาจาก บ้าน, ที่อยู่อาศัยและสินค้าทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการจำนอง    

.

จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ เศรษฐกิจโลกผ่านพ้นวิกฤติมากว่า 10 ปีแล้ว จนมาถึงปีนี้ 2020 ที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 แซงหน้าทำลายสถิติวิกฤติแทบทุกอย่างจนราบคาบ เพราะการระบาดคราวนี้ทำให้ทั้งโลกแทบจะหยุดนิ่ง กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ หยุดชะงัก ใครจะคิดว่าเกิดมาชาติหนึ่งเราจะเห็นเครื่องบินจอดสงบนิ่งในสนามบินเป็นแถวยาวแบบนี้ เนื่องจากไม่สามารทำการบินระหว่างประเทศ และแม้แต่ภายในประเทศ    

.

ตลอด 3-4 เดือนที่ธุรกิจต่างๆ ไม่สามารถเปิดได้ โดยเฉพาะระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดรุนแรงที่สุดนั้น ความสูญเสียของระบบเศรษฐกิจทั่วโลกคิดเป็นมูลค่ามหาศาล แทบจะประเมินค่าไม่ได้ จีดีพีแทบจะทุกประเทศติดลบ เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่อง และคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ แม้จะเริ่มมีการคลายล็อกดาวน์บ้างแล้ว แต่ก็คงไม่สมารถทำให้เศรษฐกิจของโลกพลิกมาเป็นบวกได้รวดเร็วทันใจ ทุกคนทำใจ และยอมรับว่า ปีนี้แค่ประคองไม่ให้ย่ำแย่ลงไปกว่านี้ก็ถือว่าบุญแล้ว 

.

ขณะที่บ้านเรานั้นจากการประเมินว่าอาจมีตัวเลขคนตกงานมากว่า 8 ล้านคนนั้น สะท้อนให้เห็นชัดว่าย่ำแย่ขนาดไหน วิกฤตต้มยำกุ้งที่จีดีพีตกต่ำๆ สุดกว่า 7% ก็ยังไม่เท่าปีนี้ ที่โควิดฉุดจีดีพีของเราติดลบกว่า 8% บางที่บอกว่าอาจจะติดลบถึง10% ด้วยซ้ำ หากมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย        

.

ต้องเรียกว่า นี่แหละ "โควิด" หลุมดำของเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง หลุมดำที่พร้อมจะขยายใหญ่และดูดเอาสรรพสิ่งต่างๆ ให้ดำดิ่งลงไปได้เรื่อยๆ เปรียบเสมือนกับเศรษฐกิจโลกในยามนี้ ที่โควิดได้เข้าไปกัดกร่อนหลายภาคส่วนจนซวนเซไปหมด  

.

ผ่านปีนี้ไปได้ ปีหน้าจะเป็นยังไงต่อไป ก็ต้องลุ้นมาตรการและเม็ดเงินที่แต่ละประเทศต่างๆ ทุ่มออกมาฟื้นฟูเศรษฐกิจว่าจะเห็นผลมากเพียงใด และสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด "วัคซีน" ความหวังของมวลมนุษยชาติตอนนี้จะออกมาเมื่อไหร่ เพื่อหยุดไม่ให้ "หลุมดำ" ขยายใหญ่มากกว่าที่เป็นอยู่